Sunday, March 17, 2013

4 days in SF: Where to eat

มาถึงวันแรกคงยังเหนื่อยๆ กันอยู่ เอาแบบเบาๆ ก่อนละกันนะคะ ^^
1st Day: Japan Town/ Fillmore St. กิน ช้อป เดินเล่น


Bun Mee
2015 Fillmore StSan Francisco, CA 94115
(between Pine St & California St)

Neighborhood: Lower Pacific Heights
(415) 800-7696
Hours:
Mon-Thu, Sun 9 am - 9 pm
Fri-Sat 9 am - 9:30 pm
จอดรถ: สามารถจอดริมถนนได้แบบหยอดเหรียญค่ะ มี public parking ด้วย ก็สะดวกดี ถ้าจะเดินนาน จะได้ไม่ต้องคอยเดินกลับมาหยอดเหรียญเพิ่ม


เริ่มต้นด้วยการแวะรับประทาน breakfast/brunch ที่ Fillmore St ถนนเส้นนี้สามารเดินได้ทั้งสาย เดินได้เป็นวัน ถ้าชอบ ช้อปปิ้ง แต่เส้นนี้ไม่ค่อยเน้นแบรนด์เนมค่ะ จะมีแบรนด์บ้างแต่ส่วนมากเป็น local designer เป็นย่านที่เปิดตั้งแต่เช้า คนเก๋ๆ จะออกมานั่งดื่มกาแฟ กินอาหารเช้า วิ่ง จูงหมาเดิน แถวๆ นี้ก็จะมี Marc Jacobs, Benefit, Kiehl's MAC, Nars, Alice + Olivia, etc. (visit http://www.fillmoreshop.com/categories.html for complete list) ทานข้าวเช้ากันที่ Ban Mee แล้วก็เดินเล่น ช้อปปิ้งได้เรื่อยๆ หิวก็แวะดื่มกาแฟ ทานพิซซ่า ขนมเต้ก มีให้กินตลอดทางค่ะ
ร้านนี้เป็นอาหารเวียดนานกิ๊บเก๋ คนเยอะตลอดเวลา ลองสั่ง "Noodle with grilled pork $10" สุดยอดมากๆ
Fillmore St.

ซัก 3-4 pm ก็ขับรถ (หรือจะเดินก็ได้ เพราะห่างกันแค่บล็อกเดียวค่ะ) มาเดินเล่นต่อที่ Japan Town แวะทานเครปซักหน่อยรองท้อง
Belly Good Cafe & Crepes
1737 Post St
Ste 393

San Francisco, CA 94115
(between Webster St & Buchanan St) 

Neighborhoods: Japantown, Lower Pacific Heights
(415) 346-8383
Hours:
Mon-Thu, Sun 11:30 am - 8 pm
Fri-Sat 11:30 am - 9 pm
จอดรถ: สามารถจอดริมถนนรอบๆได้ โดยหยอดเหรียญคิดเป็น ช.ม. หรือจะจอดที่จอดรถ public ใต้ดินก็ได้แต่มันจะแพงกว่าหยอดเหรียญค่ะ

ร้านนี้ตั้งอยู่ใน Mall เราสามารถเดินเล่นขำๆ ได้ มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากมาย ราคาและรสชาติคล้ายๆ กัน นอกจากร้านเครป ในมอลล์ก็ยังมีร้านขนมเล็กๆ มากมาย รสชาติใช้ได้ทุกร้าน แต่พี่ชอบร้านนี้ที่สุด มี Kinokuniya ด้วย (ร้านหนังสือญี่ปุ่น เหมือนที่ไทยแต่เจ๋งกว่า) ถัดมาร้านใกล้ๆ กัน มีร้านอาหารเช้าอยู่ เวลาพี่หิวตอนเช้าๆ ก็จะมาทานที่ร้านนี้ค่ะ เพราะถูกและรสชาติใช้ได้ เป็นพวกราเมง บะหมี่หมูแดง ไข่ดาว ขนมปัง ต่างๆ ชื่อร้าน "May 's Coffee Shop" (visit http://sfjapantown.org/directory/ for complete list of shops in Japan Town)

Peach, banana, almond, and whipped cream crepe with vanilla ice cream $6

Peach, banana, almond, and whipped cream crepe $4




Japan Town Center 1610 Geary Boulevard, San Francisco, CA 9411

เดินมาทั้งวันคงจะเหนื่อยและหิวนะคะ เราจะ dinner กันที่ร้านดังสุดในย่านนี้ค่ะ ขับรถต่อมาอีกนิดนึง ไม่เกิน 5 นาทีค่ะ มีร้านดัง ดังแบบดังมากๆ เป็นร้านเล็กๆ อาหาร Korean-American fusion แต่เสริฟสไตล์ติ่มซำ คือเค้าจะเข็นรถออกมา เราจะกินไรก็หยิบ ***ต้องโทรจองโต๊ะล่วงหน้า ประมาณ บ่าย 2 บ่าย 3 โทรไปจองโต๊ะเลยค่ะ***
State Bird Provisions
1529 Fillmore St
(between Ofarrell St & Geary Blvd)
San Francisco, CA 94115
Neighborhood: Western Addition
(415) 795-1272
Hours:
Mon-Thu 5:30 pm - 10 pm
Fri-Sat 5:30 pm - 11 pm
จอดรถ: จอดข้างถนนหยอดเหรียญค่ะ
Quail ชุปแป้งทอด
หน้าตารถเข็น
บรรยากาศในร้าน
ถ้ายังไม่เหนื่อย หลังจากดินเนอร์กันเสร็จแล้ว ก็ขับรถเล่นๆ มาแวะดูสะพาน Golden Gate Bridge กันต่อค่ะ (แต่ถ้าฟ้าไม่โปร่งก็อดดูค่ะ T^T) มีแต่คนเค้าไปถ่ายรูป ไปดู กันตอนกลางวัน แต่พี่ว่า ตอนกลางคืนได้อารมณ์แบบสุดๆ อ่ะค่ะ โรแมนติกมากๆ

Golden Gate Bridge at night
Golden Gate Bridge ไม่มีที่อยู่นะคะ search ใน GPS ดูอ่ะ ถ้าอยากจะจอดรถ แวะถ่ายรูป ก็เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่ค่ะ http://goldengatebridge.org/visitors/directions.php

2nd Day: Cable Car/ Ride a bike/ Fisherman's Wharf/ Pier39/ Market St/ Sausalito/ Golden Gate Bridge/ Lombard St.
วันนี้เราจะนั่ง Cable Car กันค่ะ Cable Car มีหลายเส้นทางค่ะ แต่เส้นทางที่พี่แนะนำคือ Powell/Hyde Line ค่ะ คือเริ่มต้นเส้นทางจาก Market St. ค่ะ ก่อนออกจากโรงแรมก็หาอะไรรองท้องก่อนนะคะ เพราะเราจะแวะกินข้าวมื้อแรกกันที่ Fisherman's Wharf ค่ะ ใช้เวลาจาก Market St. ไปยัง Fisherman's Wharf ไม่เกิน 30 นาทีค่ะ หาที่จอดรดแถวๆ Market St. ที่ปลอดภัยและจอดได้ทั้งวันค่ะ พวก Public parking อ่ะค่ะ ราคาไม่น่าจะเกิน $10 ค่ะ

Powell/Market Turntable จุดกลับตัวและจุดขึ้นรถรางที่ถนน Market

 เมื่อหาที่จอดรถได้แล้วก็เดินหา Powell/Market Turntable ค่ะ มันจะเป็นจุดที่รถรางมากลับตัวอ่ะค่ะ แถวๆ นั้นจะมีจุดขายตั๋ว ราคาประมาณ $6 ค่ะ ได้ตั๋วแล้วก็ยืนเข้าคิวรอขึ้นเลยค่ะ ดูสาย Powell/Hyde นะคะ สาวนี้จะแล่นผ่าน Market St. แหล่งช้อบปิ้งแบรนด์เนมล้วนๆ ผ่าน China Town ผ่าน Lombard St. แล้วมาสุดที่ Fisherman's Wharf ค่ะ ขอแนะนำให้แวะลงที่ Lombard st. ก่อน แวะถ่ายรูป เดินขึ้นเดินลง แล้วก็กลับมายืนที่เดิมรอรถรางคันต่อไปมาก็กระโดดขึ้นไปเลยค่ะ ถ้าโชคดีก็ไม่โดนเก็บตังค่ะ แต่ถ้าเจอคนเขี้ยวๆ หน่อยก็โดนจ่ายเพิ่มค่ะ แต่ไม่แพงค่ะ 

Lombard St
Fisherman's Wharf

นั่งต่อไปซักพักไม่เกิน 5 นทีก็จะถึง Fisherman's Wharf ค่ะ แวะเดินเล่น ถ่ายรูปกันตามสะดวกเลยค่ะ ถ้าเดินมาทางขวาเรื่อยๆ จะมีร้านดังค่ะ เป็น American style cafe ก็แวะรับประทานอาหารเที่ยงกันได้ที่นี่ค่ะ มี Clam chowder ในขนมปังค่ะที่ขึ้นชื่อ ทานเสร็จก็เดินเล่นๆ ในร้านดูขนมปังก็สนุกดีค่ะ
Boudin Sourdough Bakery & Cafe 
160 Jefferson St
San Francisco, CA 94133
(between Mason St & Taylor St) 


Neighborhoods: Fisherman's Wharf, North Beach/Telegraph Hill
(415) 928-1849
http://www.boudinbakery.com
Hours:
Mon-Thu, Sun 8 am - 9:30 pm
Fri-Sat 8 am - 10 pm

Boudin Sourdough สวรรค์ของคนชอบขนมปัง
Clam Chowder at Boudin Sourdough
เดินมาเรื่อยๆ จะเจอกับ Pier39 ที่ซึ่งสิงโตทะเลมานอนเล่นเกยตื้นกันสนุกสนาน ก็ไปดูซักหน่อย ถ่ายรูป เดินเล่นชมทะเล

บรรยากาศรอบๆ Pier39
น้องสิงโตทะเลที่ Pier39
 หลังจากแวะชื่นชมสิงโตทะเล ก็มีให้เลือก 4 options ค่ะ
1. เหนื่อยแล้ว... ก็เดินเล่นอยู่แถวๆ นี้ค่ะ มี...
Ferry Plaza Farmer Market at The Ferry Building 
Hours:
Tue: 10:00 am - 2:00 pm
Thu: 10:00 am - 2:00 pm
Sat: 8:00 am - 2:00 pm
Ferry Plaza Farmer Market at The Ferry Building
2. นั่งเรือข้ามไป Alcatraz เป็นคุกเก่าอยู่กลางทะเล
บรรยากาศภายนอก Alcatraz
บรรยากาศภายใน Alcataz
3. เช่าจักรยานปั่นชมความงามริมท่าเรือ ชมทะเล ยาวไปถึง Golden Gate Bridge (เช่าจักรยาน 2 ช.ม. ค่ะ) ร้านไหนก็ได้ค่ะ ขอบอกว่าแอบเหนื่อย แต่สนุกและสวยงามมากกก
ถ่ายรูประหว่างทางปั่นจักรยานจาก Fisherman's Wharf ไป Golden Gate Bridge
วิวสวยงามยิ่งนัก
4. นั่งเรือข้ามไป Sausalito เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก เงียบสงบ สวยงาม ธรรมชาติ (สวยจริงๆ) เหมาะแก่การเดินเล่นชมพระอาทินย์ตกดิน ดินเนอร์หรูริมทะเล ช้อปปิ้งของฝากที่ระรึก (visit http://www.baycrossings.com/dispnews.php?id=2568 for more info about Sausalito)
dinner ชมพระอาทิตย์ตกดินริมท่าเรือ

บรรยากาศบริเวณ shopping area
Scoma Restaurant in Sausalito
มื้อเย็นจะทานข้าวกันที่ Sausalito ก็มีหลายร้านน่าสนใจค่ะ ลองเดินเลือกได้เลยค่ะ เพราะถนนเส้นนี้จะมีร้านมากมาย ทานเสร็จก็นั่งเรือเฟอรี่ข้ามกลับมาที่เดิม (Fisherman's Wharf) แล้วขึ้นรถราง (Cable Car) สายเดิมกลับมาลงที่ Market St. ค่ะ

หรือถ้าไม่ได้ไป Sausalito ก็มาขึ้นรถรางกลับไปที่ Market St. (ถ้าเช่าจักรยาน ก็ต้องขี่กลับมาคืนที่เดิมก่อนนะคะ) แล้วจะเดินเล่น ช้อบปิ้งต่อที่ Market St. ก็ได้ค่ะ มีแบรนด์เนมมากมาย มีห้างใหญ่ๆ เพียบ เช่น Westfield และ Barneys New Yolk ส่วนชอปต่างๆ ก็มี H&M, Zara, Urban Outfitter, LF Store และก็พวกแบรนด์เนม มีทุกชอปค่ะ

อีกทีนึงซึ่งน่าทานข้าวเย็นก็ที่ Cheesecake Factory บนชั้นดาดฟ้าของห้าง Macy ที่ Market St. ค่ะ ร้านนี้ก็เหมือนกันกับที่ออแลนโด้ค่ะ แตกต่างกันตรงที่บรรยากาศ เพราะอยู่บนดาดฟ้าตึกสูง ได้บรรยายกาศมากๆ เห็นวิวซานฟรานยามค่ำคืน สวยงาม เพลิดเพลินฝุดๆ



3rd Day: Mission district/ MOMA/ Haight-Ashbury

วันนี้เราจะทาน Brunch กันที่ Tartine Bakery ค่ะ เป็นร้านอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อมากๆ ของย่านนี้ อร่อยทุกอย่างค่ะ ให้คนขายเด็กแนวแนะนำก็ได้บอกว่ามาครั้งแรก มีอะไรแนะนำบ้าง ทานกับชาสมุนไพร อร่อยฝุดๆ
Tartine Bakery
600 Guerrero St
San Francisco, CA 94110
(between 19th St & 18th St) 

Neighborhood: Mission
(415) 487-2600
http://www.tartinebakery.com/
Hours:
Mon 8 am - 7 pm
Tue-Wed 7:30 am - 7 pm
Thu-Fri 7:30 am - 8 pm
Sat 8 am - 8 pm
Sun 9 am - 8 pm
จอดรถ: ข้างถนนแบบหยอดเหรียญค่ะ
Tartine Bakery on Guerrero St.
ทานข้าวเสร็จแล้วจะเดินเล่นชิวๆ แถวนี้ก่อนก็ได้ค่ะ มีร้าน Organic Market ชื่อ Bi-Rite อยู่ข้างๆ สนุกดีค่ะ มีของแปลกๆเต็มร้านเลย ขนมแปลกๆ ชา ช็อกโกแลตเก๋ๆ จะซื้อเป็นของฝากก็น่ารักดีค่ะ

Bi-Rite Market on Guerrero St.

เดินเลยมาอีก 2 blogs จะเป็นถนน Valencia St. เรียกว่าย่าน Mission เป็นย่านเก๋ๆ ให้เดินเล่น มีร้านน่ารักๆมากมาย ร้านเฟอนิเจอร์ ของแต่งบ้าน ของที่ระรึก เท่ๆ ร้านอาร์ทๆ ไงเงี้ยอ่ะค่ะ ก็เดินเล่นดูนู่นนี่ สนุกดีค่ะ
Paxton Gate Antique Shop on Valencia St.
ถ้าเดินเล่นจนหิวแล้วก็มีร้านขนม ร้านอาหารมากมายให้เลือกเลยค่ะ มีร้านอาหารไทย ชื่อ Osha มีร้าน Pizza ชื่อ Farina มีร้านร้านขนมชื่อ Craftsman and Wolves (ร้านนี้ขนมอร่อยมากกกกกกกกก เป็น savory bakery แบบที่น้องเฟิร์นชอบเลยค่ะ)

เมนูสุดฮิตที่ Craftsman and Wolves

Craftsman and Wolves on Valencia St.

หลังจากอิ่มอร่อย และเดินเล่นย่าน Mission กันแล้ว เดี๋ยวเราจะขับรถไป museum กันค่ะ

San Francisco Museum of Modern Art (SFMOMA)
151 3rd St
San Francisco, CA 94103
(between Minna St & Masset Pl) 


Neighborhood: Financial District
(415) 357-4000
http://www.sfmoma.org/
Hours:
Mon-Tue, Fri-Sun 11 am - 6 pm
Thu 11 am - 9 pm
จอดรถ: มี public parking ค่ะ หรือจะจอดข้างถนน แต่ก็ต้องหยอดเหรียญเผื่อไว้ด้วยค่ะ จะได้ไม่ต้องวิ่งออกมาตอนเวลาหมด

ก็ซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปชมได้เลยค่ะ มีหลายชั้นเลย
SFMOMA on 3rd St.
SFMOMA on 3rd St.

ซักบ่าย 3 บ่าย 4 ก็น่าจะเดินหมดค่ะ จากนั้นเราจะขับรถไปถนนชื่อ Haight-Ashbury กันค่ะ เป็นแหล่ง Hippie ร้านขายของมือสอง เดินแล้วมันดีค่ะ ร้านแนะนำชื่อ Wasteland ค่ะ ช้อปมันมากร้านนี้


Haight-Ashbury
1801 Haight St
San Francisco, CA 94117
Haight-Ashbury on Haight St.

2nd hand shops on Haight St.
Wasteland on Haight St.

Wasteland on Haight St.

เมื่อเดินเล่นทั้งสองฝั่งตรบแล้วก็หาข้าวเย็นกินกันที่ Cha Cha Cha ค่ะ ร้านนี้อยู่สุดถนน Haight St. ค่ะ เดินมาได้ค่ะ ไม่ต้องขับรถ ร้านนี้ฮิตมาก เป็นบาร์ และ ร้านอาการคิวบั้น เมนูแนะนำก็ Cajun Shrimp, Calamari, แล้วก็พวก spinach dip, Stuffed mushroom อร่อยทุกอย่างค่ะ อย่าลืมสั่ง Sangria ด้วยนะคะ อิอิ 

Cha Cha Cha

1801 Haight St
San Francisco, CA 94117
(between Shrader St & Stanyan St)  

Neighborhood: Haight-Ashbury
(415) 386-7670
http://www.cha3.com 
Hours:
Mon-Thu, Sun 11:30 am - 11 pm 
Fri-Sat 11:30 am - 11:30 pm
Cha Cha Cha on Haight St.

บรรยากาศภานในร้าน Cha Cha Cha on Haight St.

4th Day: Napa Valley
มื้อเช้าเราจะขับรถไปทานอาหารฝรั่งเศษกันค่ะ ชื่อร้าน Brenda's French Soul Food ร้านนี้ดังมากๆ ค่ะ

Brenda's French Soul Food
652 Polk St
San Francisco, CA 94102
(between Turk St & Eddy St) 


Neighborhood: Tenderloin
(415) 345-8100
http://www.frenchsoulfood.com
Hours:Mon-Tue 8 am - 3 pm
Wed-Sat 8 am - 10 pm
Sun 8 am - 8 pm
จอดรถ: ริมถนนแบบหยอดเหรียญค่ะ
Brenda's on Polk St

หลังจากนั้นเราจะขับรถไป Napa Valley กันค่ะ

ถ้าอยาก tour ชิมไวน์ ก็เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี่เลยค่ะ http://www.visitnapavalley.com/things_to_do_wineries.htm

Napa Valley Winery
 ถ้าอยาก shopping บรรกาศงามๆ ชิวๆ ก็ต้องที่ Downtown Napa ค่ะ กด GPS ว่า 600 Main Street, Napa, CA 94559
Downtown Napa 600 Main Street, Napa, CA 94559
จากนั้นเราก็จะไปร้านดังระดับโลกค่ะ ชื่อ Bouchon Bistro แวะทานอาหารเย็นกันที่นี่ค่ะ ก่อนดินเนอร์ก็แวะซื้อขนมที่ Bouchon Bakery ซักหน่อยค่ะ Macaron อร่อยม๊ากกกกกกก กด GPS ว่า 6534 Washington St Yountville, CA 94599
ขนมอร่อยๆ ที่ Bouchon Bakery

Bouchon Bakery อยู่ติดกับ Bouchon Bistro ค่ะ

Bouchon Bistro 6534 Washington St Yountville, CA 94599
ประมาณนี้อ่ะค่ะ 4 วัน ถ้าน้องๆ อยากทำอะไร แบบไหน ลองบอกมาได้นะคะ เดี๋ยวพี่ไกด์ให้ค่ะ พี่ชอบกินๆ เที่ยวๆ ชิวๆ อ่ะค่ะ ก็เลยแนะที่กิน เที่ยวแบบชิวๆ ซะเป็นส่วนใหญ่อ่ะค่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะ ^^ ...รู้สึกว่าอาทิตย์หน้าอากาศดีค่ะ ไม่หนาวมาก โชคดีจริงๆ เลยค่ะ


Wednesday, March 13, 2013

Banana Muffins's Recipe สูตรเค้กกล้วยหอม

สวัสดีค่ะ

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้เกิดจากการลองทำจากหลายๆสูตรค่ะ แล้วมาประยุกต์จนเกิดเป็นรสชาติและ texture ที่ถูกใจเรามากที่สุด รับรองว่าอร่อยมาก นุ่ม หวานกำลังดี หอม ฝุดๆ

ส่วนผสม:

- แป้งเค้ก...............................200 กรัม 
- ผงฟู (baking powder)........ 1 1/2 ช้อนชา
- เบ้กกิ้งโซดา....................... 1 ช้อนชา

- กล้วยหอมสุก..................... 200 กรัม (2 ลูกเล็ก ปลอกเปลือก แล้วหั่นคร่าวๆ)
- น้ำมะนาวสดๆ.................... 1 ช้อนชา
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติ........... 1/4 ถ้วยตรง

- ไข่ไก่................................... 3 ฟอง 

- น้ำตาลทรายขาว................ 75 กรัม
- น้ำตาลทรายแดง................ 75 กรัม
- เกลือ.................................. 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันพืช (หรือ olive oil)... 1 ถ้วยตวง

- ถั่วอัลม่อล หรือ Chocolate chips หรือ กล้วยหอม slices เอาไว้โรยหน้า

Yield: 18 Muffins








วิธีทำ 

1.) เตรียมเตาอบ (preheat oven): 
ทิ้งไว้ก่อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส (390 F)
 
2.) เตรียม muffin pan
วางถ้วยกระดาษ (cupcake liner) 18 ถ้วย เตรียมไว้ในถาดหลุม 2 ถาด (muffin tin) ...พักไว้

(หรือถ้าไม่ต้องการใช้ถ้วยกระดาษ ก็สามารถ ด้วยการ grease muffin pan ด้วย baking spray หรือ ทาด้วย melted butter ให้ชุ่มๆ ทั่วๆ ทุกหลุม ...พักไว้)

3.) Sift dry ingredients:  
ร่อน...
- แป้ง, 
- ผงฟู, 
- เบกกิ้งโซดา 
ด้วยตะแกรง หรือ sifter เข้าด้วยกัน ลงในภาชนะที่แห้งและสะอาด ...พักไว้ในที่แห้งสะอาด

4.) เตรียมกล้วย
 ในเครื่องปั่นหรือเครื่องผสมอาหาร (food processor) ปั่น...
- กล้วยหอม ที่หั่นแล้ว, 
- น้ำมะนาวคั้น, 
- และโยเกิร์ต 
รวมกัน ให้ละเอียดจนรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันค้นๆ ...พักไว้

5.) เตรียมเค้ก (batter)
ในเครื่องตีแบบตั้งโต๊ะ (stand mixer) ใส่ ไข่ไก่ ที่ตอกแล้วลงไป ตีให้นวลด้วยความเร็วสูง (ประมาณ 5) นาที จากนั้นค่อยๆ ทะยอยใส่ น้ำตาลทรายขาว ในขณะที่เครื่องยังตีอยุ่ จนไข่เป็นสีเหลืองนวล (ประมาณ 5 นาที) จากนั้นค่อยๆ ทะยอยใส่ น้ำตาลทรายแดง ตีไปเรื่อยๆ จนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นค่อยใส่ เกลือ 

6.) ผสมส่วนผสมแป้งลงในส่วนผสมไข่:  
ปรับเครื่องผสมให้อยู่ระดับต่ำ ค่อยๆ ทะยอยใส่ส่วนผสม dry ingredients ในข้อ 3.) ที่เราร่อนแล้ว ลงไปส่วนส่วนผสมไข่ ใส่ทีละ 1/3 "ตีให้เข้ากันก่อนใส่เพิ่ม" ทำซ้ำจนหมด ใช้ไม้พายสิลิโคน (spatula) ช่วยเกลี่ยให้ผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว (scrap down the bowl) จะมีลักษณะข้น เหนียว สีขาวนวล ไม่มีเศษแป้ง 

7.) ใส่น้ำมันพืช
ค่อยๆ ทะยอยใส่ทีละนิด ตีด้วยความเร็วปานกลางต่ออีกประมาณ 2 นาที จนเป็นเนื้อเดียวกัน

8.) ใส่ส่วนผสมกล้วยลงในส่วนผสมแป้งไข่
ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมกล้วยบดลงไป ปรับเป็นความเร็วต่ำ ตีต่อไปอีกประมาณ 1 นาที จนเข้ากันในระดับหนึ่ง (ระวัง อย่า over mix!)

9. ตักส่วนผสมลงในถาดหลุม (muffin pan/tin): 
โดยใช้ช้อนตวง หลุมนึงใส่เพียง 3 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 3/4 ของ cupcake liner) ห้ามใส่เต็มเด็ดขาด!!! เพราะเวลาอบมันจะพองฟู ล้นเอ่อออกมานอกถ้วย ทำให้เละเทะ น่าเกลียด หรือจะใส่แค่ 1/2 ของคัพก็ได้

 ตัวอย่างระดับปริมาณที่ถูกต้อง 

10.) แต่งหน้าก่อนนำเข้าอบ:
โรยด้วยอัลมอล 3 slices หรือ chocolate chip 3 chips หรือ กล้วยหอม slices 3 slices ก่อนนำเข้าอบ (ถ้าโรยด้วยอัลมอล จะได้รสชสติมันๆ มีกลิ่นหอมๆ ตัดกะความหวานของกล้วย ถ้าใช้ช็อคโกแลตชิพ ก็จะได้ตวามหวานขม ถ้าใช้ก้วยหอมก็จะหวานอร่อย แล้วแต่ชอบเลยค่ะ)  

11.) นำเข้าอบ 18-25 นาที:  
นำเข้าอบด้วยอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส (390 F) เป็นเวลา 18-25 นาที ต้องคอยเช็คดูหลังจากอบไปแล้ว 18 นาทีค่ะ โดยการเอาไม้จิ้มฟันเสียบลงไปในเค้กกล้วยหอม เค้กที่สุกแล้วจะไม่มีส่วนผสมติดไม้จิ้มฟัน ในกรณีที่ยังไม่สุกดี ให้นำเข้าอบเพิ่มอีก 5 นาที 

12.) พักให้เย็นบน cooling rack:
พักเค้กกล้วยหอมให้เย็น แล้วกินๆๆๆๆๆๆๆ อ้วนๆๆๆๆๆๆ ^_^
 

 


Sunday, February 3, 2013

Macaron (Experiment) Recipe

1st attempt: FAIL!!
2nd attempt: PERFECT :)
3rd attempt: JUST FINE..

มาการอง..เป็นอะไรที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ดวง และ สภาพอากาศ โดยส่วนตัวแล้วเราไม่ได้ชื่นชอบรับประทานมาการองซักเท่าไหร่ แต่พอได้ลองทำแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าเป็นขนมที่ท้าทายความสามารถมากๆ จนตอนนี้กลายเป็น "Macaron Addict" ไปเรียบร้อยซะแล้ว 555

ครั้งแรกกับการทำมาการอง ล้มเหลวค่ะท่านผู้ชม เละไม่เป็นท่า คงเป็นเพราะว่า เราไม่ได้ตีไข่ขาวให้ดีพอจนได้คุณลักษณะของ Meringue คือเป็นฟองขาวนวลบางเบาปราศจาก liquid และ over fold มากไปจนเหลว และ ไม่ได้พักหลังจาก pipe นานพอจนแห้งสนิท ผลลัพธ์ที่ได้ก็ตามภาพเลยค่ะ ไม่มีขา shell แตก ด้านในยังไม่สุก ไม่สามารถแกะออกจาก parchment paper ได้

มารอบที่สอง จึงรวบรวมความผิดพลาดจากครั้งแรก และแก้ตัวใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ PERFECT คือ shell เนียนเรียบกรอบบางเบาราวกับเปลือกไข่ มีขาสองขา ด้านในสุก ผิวเรียบ สวยงาม (กรี๊ดสลบ) ติดอยู่แค่ตรงที่รสชาดซึ่งมันหวานเกินไป สูตรที่ใช้ในครั้งนี้ ได้มาจาก Not So Humble Pie โดยคุณนิดา จาก My "sous-vide" Life เป็นคนแนะนำมา ส่วนผสมมีดังนี้ค่ะ...

Laduree's Macarons Framboise 
Raspberry Macarons 
From Ladurée's Sucre: The Recipes 
Yields approximately 50-60 1" cookies


Macaron shells 
275g ground almonds (almond flour หรือครึ่ง/ครึ่งอัลมอนปั่นกับ powder sugar) (2 3/4 cups + 1 tbsp)
250g confectioners (icing) sugar (2 cups + 1 tbsp)
210g egg whites (เราเอาไข่ออกมาตอกแล้วแยกไข่ขาวทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1 วันก่อนทำ) (6 1/2)
210g granulated sugar (1 cup + 1 tbsp)
a few drops red or maroon food coloring gel

Raspberry Jam Filling 

(เราใช้แยมราสเบอรี่ที่ขายที่ Walmart อิอิ)


วิธีทำ:


1. Preheat oven to 300°F โดยปรับระดับ rack ให้อยู่ขั้นที่ 3 จากล่างสุด

2. ใน food processor นำอัลมอน (เราใช้อัลมอนที่ไม่มีเปลือก สีขาวนวล รูปร่างรีๆ) มาปั่นกับครึ่งนึงของ powder sugar ให้ละเอียดจนมีลักษณะเป็นผงแป้ง

3. นำ powder sugar ส่วนที่เหลือ ปั่นรวมกันกับ almond flour ของเรา จน blend รวมกัน

4. Sift ส่วนผสมที่เราปั่นเสร็จแล้ว ลงในชามที่ใหญ่พอ แห้งและสะอาด ทำซ้ำจนไม่เหลือเศษซาก เอาให้เนียนเรียบกริ๊บเลยนะ

5. ใน mixing bowl ที่แห้งสะอาด (เราใช้ stand mixer) beat ไข่ขาว จน foamy ด้วยความเร็ว medium


6. จากนั้นก็ค่อยๆ ทะยอย add น้ำตาล ทีละส่วนในขนาดที่ mixer ยังปั่นอยู่ จนหมด และน้ำตาลทั้งหมดละลาย จนกลายจาก foamy เป็นสีขาว เพิ่มความเร็วเป็น medium-high ปั่นไปเรื่อยๆ จนเหนียว ขาว เงา

7. add สีผสมอาหาร (เราใช้สีแดง) 3 หยด แล้วก็ปั่นพอให้สีมันกลมกลืนจนทั่ว แล้วจึงเอา mixing bowl ออกจาก stand mixer

8. ใช้ rubber spatula ขนาดใหญ่ ตักส่วนผสม 1/3 ของไข่ขาว mixture ลงใน bowl ที่เราผสม almond flour เอาไว้ในตอนแรก fold อย่างช้าๆ ค่อยๆ จนเข้ากันในระดับนึง จากนั้นค่อยๆ ทะยอยตักเพิ่มเข้าไป fold จนทั้งหมดผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จนมีลักษณะเหนียวเล็กน้อย ไม่เหลว เพราะว่าเวลาที่เราบีบออกมาจะต้องคงรูปทรงสวยงาม ปราศจากฟองอากาศ เพื่อให้ shell เนียนเรียบ

9. ตักส่วนผสมลงใน piping bag

10. เตรียม baking sheet ปูด้วย parchment paper

11. ยึด parchment paper ไม่ให้เลื่อนออกจาก sheet โดยการ pipe ส่วนผสมของเราเพียงเล็กน้อยที่มุมทั้ง 4 ของ baking sheet

12. pipe ส่วนผสมลงบน parchment paper ให้มีลักษณะเป็นวงกลม ขนาด ประมาณ 1"

13. หลังจาก pipe จนเต็มถาดแล้ว ให้เคาะถาดลงบนโต๊ะ 5-6 ครั้ง เพื่อเป็นการช่วยให้ผิวของ macaron shell เนียนเรียบ

14. พักไว้ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที (ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่จุดประสงค์ที่พักไว้ก่อนเข้าอบก็เพื่อที่จะทำให้มันแห้ง.. มีคนบอกมาว่า เอาพัดลมเป่าช่วยได้นะ 555) วิธีเช็คดูว่าแห้งหรือยัง ก็ลองเอานิ้วจิ้มดูเบาๆ ถ้าแห้งก็จะมีมีอะไรติดนิ้วเรา (ของเราพักไว้ 1 ช.ม. ถึงแห้งอ่ะ)

15. เข้าอบที่อุณหภูมิ 300°F เป็นเวลา 15 นาที คอยระวังไม่ให้ shell มันแตก แต่ถ้าครบ 15 นาทีแล้วยังดูนุ่มๆ ยวบยาบ ก็ลองอบต่ออีกซัก 5 นาที

16. อบเสร็จแล้วก็เอาออกมาพักไว้ให้เย็นก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ดึง parchment paper ออกจาก baking sheet เบาๆ เอามือจับ macaron เอาไว้ทีละเอา แล้วค่อยๆ ลอกกระดาษออกจากมาการอง

17. หาคู่มาการองที่มีขนาดเหมือนๆ กัน มาทาด้วยแยม ประมาน 1 tsp ประกบคู่ ....เสร็จแว้ววววว!!!

To make the macaron cookies. Preheat your oven to  with an oven rack in the lower third (If your cookies tend to burst, move the rack higher. If your cookies tend to brown, move the rack lower).

Combine almond flour and confectioners sugar together in a food processer and blend thoroughly. Sift the mixture through a medium gauge sifter to remove any lumps or large pieces of almond and repeat until fine.

In a large clean dry mixing bowl, beat your egg whites until foamy and then slowly add the granulated sugar beating on medium speed. Once the sugar has disolved, increase speed to medium high and beat until a thick glossy meringue forms. Add the food coloring and beat briefly to combine.

With a large flat rubber spatula, fold one third of your sifted almond/sugar into the egg whites until combined. Repeat, until you've added all the almond mixture. How much mixing beyond incorporation is the tricky part to describe.

If you're used to my most recent macaron recipe, you'll find that this recipe needs a few strokes more mixing. The batter is thicker and packs a lot of air and if you don't deflate it during mixing your shells may have nipples or crack.
 
Pipe your cookies onto parchment or silicone baking mats (I used parchment and a Ateco round #11 tip) and then allow to rest for 10-15 minutes before baking.

Bake one sheet at a time for 15 minutes. To prevent hollows, I recommend snatching one cookie from the oven and breaking it open prior to removing the cookie sheet. If the insides are still overly moist or molten, leave the cookies in the oven for 1-5minutes longer until the insides are set. This will prevent the insides from collapsing during cooling and forming hollows.

Allow the cookies to cool completely on the baking sheet.

Fill the cookies with a small dollop of jam and then arrange in an air tight container. Refrigerate the cookies for a minimum of 24 hours to mature. Then bring to room temperature and serve.

Enjoy!

อุปกรณ์ที่ต้องมี:
- เตาอบ (oven)
- เครื่องปั่น (food processor)
- ที่กรองมือ (sifter)
- ชามอลูมิเนียมใหญ่ (mixing bowl)
- เครื่องผสมแบบตั้งโต๊ะ (stand mixer)
- พายยางขนาดใหญ่ (rubber/silicone spatula)
- ถุงบีบ (piping bag)
- ถาดอบขนม (baking sheet)
- กระดาษไขอบขนม (parchment paper)